วันอังคารที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2557

โครงงานพัฒนาสื่อเพื่อการศึกษา ( Education Media )


เป็นโครงงานที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการผลิตสื่อเพื่อการศึกษา โดยการสร้างโปรแกรมบทเรียน หรือหน่วยการเรียน ซึ่งอาจจะต้องมีภาคแบบฝึกหัด บททบทวน และคำถามคำตอบไว้พร้อม ผู้เรียนสามารถเรียนแบบรายบุคคลหรือรายกลุ่ม การสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์ช่วยนี้ ถือว่าเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์การสอน ไม่ใช่เป็นครูผู้สอน ซึ่งอาจเป็นการพัฒนาบทเรียนแบบ Online ให้นักเรียนเข้ามาศึกษาด้วยตนเองก็ได้ โครงงานประเภทนี้สามารถพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ประกอบการสอนในวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสาขาคอมพิวเตอร์ วิชาคณิตศาสตร์ วิชาวิทยาศาสตร์ วิชาสังคม วิชาชีพอื่น ๆ ฯลฯ โดยนักเรียนอาจคัดเลือกหัวข้อที่นักเรียนทั่วไปที่ทำความเข้าใจยาก มาเป็นหัวข้อในการพัฒนาโปรแกรมบทเรียน ตัวอย่างเช่น โปรแกรมสอนวิธีการใช้งาน ระบบสุริยะจักรวาล โปรแกรมแบบทดสอบวิชาต่าง

ตัวอย่าง

โครงงานคอมพิวเตอร์
เรื่อง สื่อเพื่อการศึกษาอาเซียน

อ้างอิง :    http://www.tup.ac.th/tup/AseanProject.pdf



ตัวอย่างรูปเล่มโครงงาน

วันอังคารที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ตัวอย่างโครงงานคอมพิวเตอร์

โครงงานคอมพิวเตอร์

ชื่อโครงงาน ติวข้อสอบฮิต “พิชิต O-Net” ประเภท E-book (หนังสืออิเล็กทรอนิกส์)

แนวคิดที่มาความสำคัญ
             ในการสอบ O-net ในแต่ละปีโรงเรียนทุกโรงเรียนทั่วประเทศจะมีการติวก่อนสอบโรงเรียนของเราก็เช่นเดียวกัน
             E-book ติวข้อสอบฮิต พิชิต O-Net” ที่ทางคณะผู้จัดทำได้ทำขึ้นนี้สำหรับผู้ที่กำลังจะเตรียมตัวสอบ  จะได้รู้แนวทางของข้อสอบ เพราะE-book ติวข้อสอบฮิต พิชิต O-Netเล่มนี้มีการรวบรวมข้อสอบที่ออกใน O-Net เพื่อเป็นแนวทางในการสอบและการที่ศึกษาเรียนรู้เพื่อเตรียมตัวสู่การพิชิตข้อสอบ
             ดังนั้นทางคณะผู้จัดทำจึงได้จัดทำขึ้นในรูปแบบของ E-book เพื่อเผยแพร่ผู้ที่สนใจได้ศึกษาเรียนรู้นำไปประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนและเผยแพร่ความรู้สู่ผู้ที่สนใจ สืบไป


วัตถุประสงค์
1.เพื่อเป็นสื่อในการเรียนการสอนและติว O-net ของกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
2.เพื่อเป็นการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3.เพื่อสะดวกต่อการศึกษาเรียนรู้ของผู้ที่สนใจ


หลักการทฤษฎี
ความหมายของ E-book
 ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-book มีผู้ให้ความหมายไว้หลากหลาย ดังนี้
           สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ความหมายว่า   “E-book หมาย ถึง หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้อ่านสามารถอ่านผ่านทางอินเตอร์เน็ตหรืออุปกรณ์ อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่น ๆ ได้ ซึ่งมีความหมายรวมถึงเนื้อหาที่ถูกดัดแปลงอยู่ในรูปที่สามารถแสดงผลออกมาได้ โดยเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ แต่ก็ให้มีลักษณะการนาเสนอที่สอดคล้องและคล้ายคลึงกับการอ่านหนังสือทั่ว ๆ ไปในชีวิตประจำวัน แต่มีลักษณะพิเศษคือ สะดวกและรวดเร็วในการค้นหาและผู้อ่านสามารถ อ่านพร้อม ๆ กัน ได้โดยไม่ต้องรอให้อีกฝ่ายหนึ่งส่งคืนห้องสมุดเช่นเดียวกับหนังสือในห้อง สมุด ทั่ว ๆ ไป





ขอบเขตของโครงงาน
1.จัดทำโครงงานคอมพิวเตอร์ ติวข้อสอบฮิต พิชิต O-Net
2.วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือและโปรแกรมที่ใช้
             2.1 คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ท
             2.2 โปรแกรม  PDF , I love library , Photoshop

ระยะเวลาการดำเนินงาน

รายการ
มิ.ย. 2556
ก.ค. 2556
ส.ค. 2556
ก.ย. 2556
สัปดาห์ที่
1-2
สัปดาห์ที่
3-4
สัปดาห์ที่
1-2
สัปดาห์ที่
3-4
สัปดาห์ที่
1-2
สัปดาห์ที่
3-4
สัปดาห์ที่
1-2
ประชุมกลุ่มเพื่อทำการเลือกหัวหน้ากลุ่ม,เลือกหัวข้อโครงงานที่จะทำการศึกษา
ศึกษาหาข้อมูลและรูปแบบเพื่อจัดทำเป็นรายงาน
ลงมือปฏิบัติและนำเสนอให้อาจารย์ตรวจสอบแก้ไขอย่างต่อเนื่อง
รวบรวมข้อมูล,สรุปผลจัดทำรูปเล่ม,จัดทำงานนำเสนอPower Point             
ส่งรูปเล่มโครงงาน นำเสนอPower Point

สถานที่ดำเนินงาน
โรงเรียนผาสามยอดวิทยาคม

ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.เป็นสื่อในการเรียนการสอนและติว O-Net ของกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
2.เป็นการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3.สะดวกต่อการศึกษาเรียนรู้ของผู้ที่สนใจ

เอกสารอ้างอิง
ปิ่นนเรศ โรหิตาคนี. E-book .ค้นเมื่อ 8 กรกฎาคม 2556.แหล่งที่มา  http://www.jnu3.com

วันอังคารที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2557

การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต





การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หมายถึง การเชื่อมต่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือคอมพิวเตอร์ใดๆ หรืออุปกรณ์มือถือ หรือเครือข่ายคอมพิวเตอร์เข้ากับระบบอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการต่างๆในอินเทอร์เน็ตได้




ประเภทของการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต  
1. การเชื่อมต่อแบบ Dial Up
          เป็นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่เคยได้รับความนิยมในยุคแรก ๆ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์บุคคล กับสายโทรศัพท์บ้านที่เป็นสายตรงต่อเชื่อมเข้ากับโมเด็ม (Modem) ก็สามารถใช้งานอินเตอร์เน็ตได้แล้ว ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ตต้องทำการติดต่อกับผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านหมายเลขโทรศัพท์บ้าน โดยผู้ให้บริการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตจะกำหนดชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน (Password) มาให้เพื่อเข้าใช้บริการอินเตอร์เน็ต

2.การเชื่อมต่อแบบ ISDN?(Internet Services Digital Network) 
        เป็นการเชื่อมต่อที่คล้ายกับแบบ Dial Up เพราะต้องใช้โทรศัพท์และโมเด็มในการเชื่อมต่อ ต่างกันตรงที่ระบบโทรศัพท์เป็นระบบความเร็วสูงที่ใช้เทคโนโลยีระบบดิจิตอล (Digital) และต้องใช้โมเด็มแบบ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ ดังนั้นการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบ ISDN จะต้องคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ คือ
ต้องติดต่อผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ISP) ที่ให้บริการการเชื่อมต่อแบบ ISDN
การเชื่อมต่อต้องใช้ ISDN Modem ในการเชื่อมต่อ
ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่จะใช้บริการนี้ อยู่ในอาณาเขตที่ใช้บริการ ISDN ได้หรือไม่

3.การเชื่อมต่อแบบ DSL?(Digital Subscriber Line)
         เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูงโดยใช้สายโทรศัพท์ธรรมดา ที่สามารถใช้อินเตอร์เน็ตและพูดผ่านสายโทรศัพท์ปกติได้ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการติดตั้งระบบอินเตอร์เน็ตแบบ DSL ก็คือ
ต้องตรวจสอบว่าสถานที่ที่ติดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ให้บริการระบบโทรศัพท์แบบ DSL หรือไม่
บัญชีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตในแบบ DSL
การเชื่อมต่อต้องใช้ DSL Modem ในการเชื่อมต่อ
ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย

4.การเชื่อมต่อแบบ Cable 
         เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยผ่านสายสื่อสารเดียวกับ Cable TV จึงทำให้เราสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตไปพร้อม ๆ กับการดูทีวีได้ โดยต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ
ใช้ Cable Modem เพื่อเชื่อมต่อ
ต้องติดตั้ง Ethernet Adapter Card หรือ Lan Card ไว้ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วย

5.การเชื่อมต่อแบบดาวเทียม (Satellites) 
         เป็นการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ระบบที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเรียกว่า Direct Broadcast Satellites หรือ DBS โดยผู้ใช้ต้องจัดหาอุปกรณ์เพิ่มเติม คือ
จานดาวเทียมขนาด 18-21 นิ้ว เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวรับสัญญาณจากดาวเทียม
ใช้ Modem เพื่อเชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ต


อ้างอิง  :  http://www.bkk1.in.th/Topic.aspx?TopicID=4865







วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

อุปกรณ์เทคโนโลยีสมัยใหม่


การตรวจลำไส้เล็กด้วยวิธีการกลืนแคปซูล (Capsule Endoscopy)

"แคปซูลจิ๋ว...วิวัฒนาการใหม่ของการวินิจฉัยโรคทางเดินอาหาร"

ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลกรุงเทพภูเก็ต ให้บริการรักษาโรคทางเดินอาหารและตับด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยครบครัน และคณะแพทย์ที่มีประสบการณ์สูงและมีความเชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ
ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและการแพทย์
ศูนย์ทางเดินอาหารและตับ รพ.กรุงเทพภูเก็ต
 


การตรวจลำไส้เล็กด้วยวิธีการกลืนแคปซูลคืออะไร?

การตรวจลำไส้เล็กด้วยวิธีการกลืนแคปซูล การตรวจลำไส้เล็กด้วยวิธีการกลืนแคปซูลเป็นนวัตกรรมล่าสุด ที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคในระบบทางเดินอาหาร ด้วย
การกลืนแคปซูลติดกล้องบันทึกภาพขนาดจิ๋ว เพื่อตรวจวินิจฉัยโรคทางเดินอาหาร กล้องชนิดนี้สามารถตรวจได้ถึงส่วนที่ลึกที่สุดของลำไส้เล็กในจุดที่การส่องกล้อง โดยทั่วไปเข้าไม่ถึงได้ผลการตรวจที่ละเอียด ถูกต้อง แม่นยำและมีประสิทธิภาพ เหมาะสำหรับการตรวจหาความผิดปกติ เช่น มีอาการปวดท้องอยู่บ่อยๆ หรือปวดแบบบิดๆ ตรวจหาสาเหตุของโรคเท่าไหร่ก็ตรวจไม่พบเสียทีว่ามีความผิดปกติที่ใด เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเกิดความวิตกกังวลมากเกินไป โดยเฉพาะลำไส้เล็ก ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ลึกที่สุดยากต่อการตรวจหาโรค


แคปซูล หรือ แคปซูลเอ็นโดสโคป คืออะไร?

การตรวจลำไส้เล็กด้วยวิธีการกลืนแคปซูล แคปซูล หรือ "แคปซูลเอ็นโดสโคป" เป็นวัสดุขนาดเล็กและเบา ซึ่งมีลักษณะปลายมนโค้งเป็นพลาสติกใส มีเลนส์ และตัวให้แสงสว่างในการถ่ายภาพ พร้อมด้วยตัวบันทึกภาพ โดยผู้เข้ารับการตรวจสามารถกลืนแคปซูลพร้อมน้ำ ได้อย่างสบาย ไม่ต้องเคี้ยว หลังจากนั้นแคปซูลจะเดินทางไปตามส่วนต่างๆ ของระบบทางเดินอาหารโดยเริ่มจากปากไปยังหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร (Stomach) ลำไส้เล็กตอนต้น (Duodenum) ลำไส้เล็กตอนกลาง 
(Jejunum)ลำไส้เล็กตอนปลาย (IIeum) ช่วงลิ้นเชื่อมต่อก่อนถึงลำไส้ใหญ่ (IIeo –cecal Valve) กระพุ้งแรกของลำไส้ใหญ่ (Cecum) และลำไส้ใหญ่ (Colon) ซึ่งจะบันทึกภาพระบบภายในและส่งสัญญาณต่อเนื่องเชื่อมเข้าเก็บบันทึกไว้ใน เครื่องบันทึกภาพ ทำให้แพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยได้อย่างสะดวกแม่นยำ โดยในช่วงเวลา 8 ชั่วโมงระหว่างกลืนแคปซูลลงไปในท้องนั้น ผู้เข้ารับการตรวจสามารถที่จะเคลื่อนไหว หรือทำงานได้ตามปกติ และไม่มีความเจ็บปวด ก่อนที่แคปซูลจะถูกถ่ายออกมาพร้อมอุจจาระ และเมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการวินิจฉัยนี้แล้ว แพทย์จะนำภาพและข้อมูลดังกล่าวไปวิเคราะห์ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ (Rapid Workstation) เพื่อให้การรักษาคนไข้ได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และถูกต้องตรงจุดสาเหตุของโรคต่อไป

ข้อบ่งชี้ในการตรวจ

  • ภาวะซีดหรือโลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือสงสัยว่าอาจจะเกิดจากลำไส้เล็กอาการท้องเสียเรื้อรัง
  • ปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุสงสัยว่าจะมีเนื้องอกในลำไส้เล็ก


ขั้นตอนการตรวจ

  • ผู้เข้ารับการตรวจจะกลืนแคปซูลขนาด 24x11 มิลลิเมตร ที่มีกล้องขนาดจิ๋วติดอยู่พร้อมน้ำโดยไม่ต้องเคี้ยว
  • จากนั้นแคปซูลจะเดินทางไปตามส่วนต่างๆ ของระบบทางเดินอาหาร โดยอาศัยการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ พร้อมกับถ่ายภาพและส่งเป็นสัญญาณวิทยุมายังชุดรับสัญญาณที่ติดอยู่บริเวณหน้าท้องของผู้ป่วย
  • การตรวจวินิจฉัยด้วยการใช้กล้องแคปซูลจะใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 8 ชั่วโมง หลังการกลืนแคปซูลประมาณ 2 ชั่วโมง
  • ผู้เข้ารับการตรวจสามารถรับประทานของเหลว หรือขนมขบเคี้ยวได้บ้าง
  • ระหว่างการตรวจผู้เข้ารับการตรวจสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปก


การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ

  • ก่อนการตรวจด้วยกล้องแคปซูล ผู้เข้ารับการตรวจต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับยาที่ใช้ การแพ้ยา และโรคที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ให้แพทย์ทราบ รวมถึงหากเคยผ่าตัด เช่น ผ่าตัดหัวใจ ผ่าตัดหน้าท้อง เคยมีการอักเสบของลำไส้ ใส่ pacemaker
  • ผู้เข้ารับการตรวจต้องงดน้ำและอาหารก่อนกลืนแคปซูล 12 ชั่วโมง
  • ผู้เข้ารับการตรวจต้องรับประทานยาระบายก่อนการตรวจเพื่อเตรียมลำไส้ให้ว่าง


ข้อดีของการตรวจลำไส้เล็กด้วยวิธีการกลืนแคปซูล

  • ผู้เข้ารับการตรวจไม่ต้องบอกซ้ำหรือเจ็บตัวจากการตรวจด้วยวิธีแบบเดิมๆ เช่น การกลืนแป้งเอกซเรย์
  • กล้องแคปซูลสามารถหารอยโรคภายในลำไส้เล็ก ในช่วงที่มีความยาวมาก และในจุดที่ลึกมากได้
  • ไม่ต้องใช้ยาสลบ
  • สามารถเห็นภาพสีสามมิติของลำไส้เล็กได้โดยไม่ต้องผ่าตัด
  • แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการเจ็บป่วยได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถเลือกใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดได้


ข้อจำกัดและภาวะแทรกซ้อนของการตรวจลำไส้เล็กด้วยวิธีการกลืนแคปซูล

ภาวะลำไส้อุดตันจากการตีบแคบของลำไส้ ซึ่งเกิดได้จากการอักเสบของลำไส้ เคยผ่าตัดช่องท้องหรือก้อนเนื้องอก ซึ่งจะทำให้มีอาการท้องอืด ปวดท้อง และ/หรืออาเจียนขณะกลืนแคปซูล หากมีอาการดังกล่าวควรรีบแจ้งแพทย์ทันที

ที่มา : http://www.phukethospital.com/Thai/Health-Information/Capsule-Endoscopy.php



อุปกรณ์คอมพิวเตอร์

วันอังคารที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อุปรกรณ์พื้นฐานของคอมพิวเตอร์

Ram <Random Access Memory>

แรม เป็นหน่วยความจำหลักที่จำเป็น สามารถเก็บข้อมูลได้เฉพาะเวลาที่มีกระแสไฟฟ้าหล่อเลี้ยงเท่านั้น หากไม่มีกระแสไฟฟ้ามาเลี้ยงข้อมูลที่เก็บไว้จะหายไปทันที
    หน่วยความจำแรม ทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์ทำงานอยู่ โดยหน้าที่ของ หน่วยความจำหลักแรมแบ่งออกเป็น 4 ส่วนดังนี้
  1. Input Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนำเข้า เพื่อรอประมวลผล
  2. Working Storage Area เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลระหว่างประมวลผล
  3. Output Storage Area เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล
  4. Program Storage Area เป็นส่วนเก็บชุดคำสั่ง เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติคำสั่ง
  แรมหลายชนิดข้อมูลจะหายไปหากปิดเครื่อง แต่ปัจจุบันมักเก็บข้อมูลบิตในรูปของประจุไฟฟ้าในตัวเก็บประจุ





Rom <Read Only Memory>

รอม เป็น หน่วยความจำถาวร ที่เก็บข้อมูลไว้ในคอมพิวเตอร์ได้แม้ว่าจะไม่มีประจุไฟฟ้ามาหล่อเลี้ยงก็ตาม จุดประสงค์หลักๆของรอมคือการเก็บข้อมูลสำคัญๆไว้ เพื่อป้องกันการถูกเล่นงานจากไวรัส
รอม มีหลายประเภทดังนี้
  1. PROM ( พีรอม ) คือหน่วยความจำที่ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลที่บันทึกไว้ได้
  2. EPROM ( เอ็ป รอม ) เป็นหน่วยความจำที่สามารถลบข้อมูลหรือโปรแกรมใหม่ได้  หน่วยความจำนี้แบ่งย่อยได้อีก   2ประเภท คือ UV PROM และ EEPROM
  3. EEPROM ( เอ็ปอี รอม ) เป็นหน่วยความจำอ่านอย่างเดียวแบบโปรแกรมและลบได้  


    ♥ แหล่งที่มา : http://guru.google.co.th/guru/thread?tid=01b0ce2eb860cd25